ชื่อของหลวงพ่อทวดที่ประชาชนทั่วไปเรียกตามประวัติมี ๖ ข้อ คือ
ชื่อ ปู เป็นชื่อที่บิดามารดาตั้งเมื่อเกิดใหม่ ๆ
ชื่อ สามีราม เป็นชื่อตามฉายาทางศาสนาเมื่อท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระอุปัชฌาย์ให้ชื่อฉายาว่าสามีราโม
ชื่อ สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ เป็นชื่อพระราชทานสมณศักดิ์ เมื่อครั้งท่านแก้ปริศนาธรรมชนะแก่พราหมณ์ทูตเมืองลังกา (พราหมณ์สิงหล)
ชื่อ สมเด็จเจ้าพะโคะ เมื่อท่านได้รับสมณศักดิ์ชั้นสมเด็จแล้วท่านมาบูรณปฏิสังขรณ์และอยู่วัดพะโคะ จึงเรียกสมเด็จเจ้าพะโคะ
ชื่อ ท่านลังกา บ้านสวนนายปัจจุบันอยู่ติดต่อทางทิศใต้ของวัดพะโคะ เดิมเป็นหัวเมืองเรียกว่า เมืองลังกาพะโคะหรือลังกาชาติ เมื่อท่านจาริกธุดงค์ไปสถานที่ต่าง ๆ ชาวบ้านเรียกว่า ท่านลังกา
ชื่อ หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เรียกย่อว่า หลวงพ่อทวด เพราะท่านเป็นพระที่สำคัญทางจิตสูง มีปาติหาริย์ศักดิ์สิทธิ์ สามารถทำน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืด (ชื่อดังกล่าวดูรายละเอียดในประวัติของท่าน)
เชื่อกันว่าสมเด็จเจ้าพรโคะองค์นี้ในปลายกัปปัจจุบันเปรียบเหมือนได้มาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระศรีอริยเมตไตรย ในยุคศาสนาพระศรีอริยเมตไตรยบ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข ผู้คนจะอายุยืนทุกคนจะตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มนุษย์จะมีหน้าตารูปร่างผิวพรรณและภาษาคล้ายคลึงกัน จะมีต้นกัลปพฤกษ์ทุกมุมเมือง ความเดือดร้อนของมนุษย์จะไม่มียุคนั้นซึ่งจะได้กล่าวถึงประวัติสมเด็จเจ้าพะโคะ ดังนี้
มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ชื่อนายหู และนางจัน เป็นคนยากจนแต่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม เมื่อถึงวันพระก็ได้เข้าวัดทำบุญทำทาน สมาทานศีล และฟังพระธรรมเทศนาเป็นประจำ นายหูกับนางจันปลูกบ้านเรือนอยู่ในที่ดินของเศรษฐีปานเจ้าของสวนจันทร์ ปัจจุบันชื่อบ้านเลียบ หมู่ที่ ๑ ตำบลหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เศรษฐีปานผู้นี้มีข้าทาสและลูกหนี้ชายหญิงมากมาย และนายหูนางจันก็เป็นลูกหนี้ของเศรษฐีปานด้วย ต่อมานางจันได้คลอดบุตรชายคนหนึ่ง เมื่อศุกร์ เดือน ๕ ปีมะโรงตรงกับ พ.ศ. ๒๑๒๕ ในวันที่ถึงกำหนดคลอดนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวอันเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง นายหูผู้บาได้เอารกบุตรชายไปฝังไว้ที่ใต้ต้นเลียบซึ่งอยู่ใกล้สวนจันทร์ของเศรษฐีปาน ซึ่งต้นเลียบต้นนั้นก็ได้เจริญงอกงามจนปัจจุบันนี้มีลำต้นใหญ่มากประชาชนนับถือกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ครั้งนั้นเป็นเทศกาลเดือน ๔ อันเป็นฤดูเกี่ยวข้าวเศรษฐีปานจึงเร่งรัดข้าทาสชายหญิงและลูกหนี้ให้ไปเกี่ยวข้าวในนาในจำนวนนี้มีนางจันซึ่งเพิ่งคลอดบุตรใหม่ ๆ ถูกรบเร้าให้เกี่ยวข้าวด้วย นางจันได้ขอผัดเอาไว้แต่เศรษฐีปานไม่ยอมยกเว้น ยังคงเร่งรัดให้นางจันไปเกี่ยวข้าวให้ได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชยกับการชำระหนี้ นางจันจึงออกไปเกี่ยวข้าวให้เศรษฐีปานในวันต่อมา ในกาลนี้นางจันได้พาบุตรน้อยซึ่งเพิ่งคลอดได้ไม่กี่วันไปด้วย ระหว่างที่ออกไปเกี่ยวข้าวในนาพร้อม ๆ กับลูกนาเกี่ยวข้าวของเศรษฐีปานนั้น นางจันได้ให้บุตรของนางอยู่ในเปลซึ่งมีผ้าขึงระหว่างต้นเหม้าใหญ่ครั้นเกี่ยวข้าวไปได้เวลาพอสมควรนางจันก็ขึ้นจากนามาที่บุตรน้อยเพื่อให้กินนม ทันใดนั้นนางเห็นงูใหญ่ขนาดเท่าต้นหมากนอนขดอยู่รอบ ๆ เปล ที่บุตรของนางนอนอยู่ นางตกใจเป็นอันมากได้ตะโกนให้คนทั้งหลายมาช่วย แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยได้ ในที่สุดนางคิดได้จึงนั่งลงพนมมือไหว้ระลึกถึงคุณบิดามารดาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ช่วยคุ้มครองบุตรน้อยของนาง ซึ่งการแผ่จิตของนางได้ผลอย่างยิ่ง เพราะในบัดดลนั้นเองงูใหญ่ได้เลื้อยไปและนางได้เห็นแก้วขนาดใหญ่เท่าไข่นกพิราบวางอยู่ในฝ่ามือของบุตรน้อย เพื่อนบ้านทุกคนที่ไปดูอยู่ด้วยต่างเห็นเป็นแก้วมีสีประกาบแวววาว ส่วนเศรษฐีปานนั้นเมื่อได้เห็นดวงแก้วอันเป็นสิ่งที่ประหลาดก็มีความอยากได้เป็นอย่างมาก จึงเฝ้าวิงวอนขอดวงแก้วอันนั้นจากจันโดยนางจันยินยอมยกที่นาและข้าวในนาให้เป็นการแลกเปลี่ยน ตอนแรกนางไม่ยินยอมเพราะแก้วนั้นเป็นของบุตรชายของตน แต่เศรษฐีปานก็ไม่ละความพยายาม เฝ้าวิงสอนอยู่เรื่อย ๆ มา และยังเพิ่มทรัพย์สินเงินทองให้นางจันอีกมากมาย จนในที่สุดนางรู้สึกเกรงใจเศรษฐีปาน ในฐานะที่เคยเป็นลูกหนี้มาก่อนจึงได้มอบดวงแก้วให้ไป เมื่อนางจันกลับมาถึงบ้านได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นายหูสามีฟัง นายหูเสียใจมากที่แก้วของบุตรชายตกไปอยู่กับเศรษฐีปาน จึงขอร้องให้นางจันไปขอดวงแก้วนั้นคืน
ฝ่ายเศรษฐีปานเมื่อได้แก้ววิเศษไปแล้ว ปรากฏว่าทั้งบุตรชายและภรรยาได้เกิดล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ส่วนเศรษฐีปานเอง เมื่อนอนกลับฝันเห็นลางร้ายว่าจะต้องตายกันทั้งครอบครัว เศรษฐีปานตกใจกลัวเป็นอันมากจึงได้นำเอาแก้ววิเศษพร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทองมาทำขวัญให้แก่บุตรชายของนางจัน และขอขมาต่อบุตรชายที่ได้ทำการล่วงเกิน ส่วนที่ดิน นา และข้าวในนาที่มอบให้แล้วไม่เอากลับคืน ได้มอบให้แก่บุตรชายของนางจันแล้ว ดังนั้นฐานะความเป็นอยู่ของนายหูนางจันจึงได้พ้นจากความยากจนขึ้นมาทันทีทั้งนี้เพราะบารมีของบุตรชาย
บุตรชายคนนี้ต่อมามีนามว่า ปู เมื่อเด็กชายปูได้ ๗ ขวบ บิดาได้นำไปฝากไว้กับท่านสมภารจงเจ้า วัดกุฎีหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือ เด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนทั้งหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุ ๑๕ ปี สมภารจวงก็บวชสามาเณรให้ พร้อมกันนั้นนายหูผู้บิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัวด้วย ต่อมาสานเณรได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสนที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ซึ่งพระชินเสนองค์นี้เป็นอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ มีชื่อเสียงมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อสามเณรปูเรียนธรรมบททศชาติมูลบทบรรพกิจจบแล้ว จึงเดินทางไปศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราช ครั้นอายุ ๒๐ ปี บริบูรณ์ ขุนลกก็นำสามเณรไปสู่สำนักพระมหาเถระทัสสีเพื่อขออุปสมบทบวชเป็นภิกษุ เนื่องจากเวลานั้นที่วัดท่าแพยังไม่มีพัทธสีมา ขุนลกจึงได้จัดเรือมาดตะเคียนลำหนึ่ง เรือมาดพะยอมสำหนึ่ง เรือมาดยางหนึ่ง เอามาผูกขนานกันที่คลองท่าเรือ เพื่อใช้เป็นที่อุปสมบทแก่สามเณรปู ขุนลกและญาติพี่น้องทั้งหลายได้มาร่วมในพิธีอุปสมบทโดยพร้อมเพรียงกัน ในพิธีอุปสมบทสามเณรปูมีพระมหาปิยะทัสสีเป็นพระอุปัชฌายะ พระมหาพุทธสาครเป็นพระกรรมวาจาพระมหาเถระศรีรัตนเป็นสาวนาสามเณรปูเมื่ออุปสมบทแล้วมีฉายาว่า สามีราโม แต่คนทั่ว ๆ ไปเรียกว่า เจ้าสามีราม เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมืองเมื่อเห็นว่าเพียงพอแก่การศึกษาที่เมืองนครศรีธรรมราชแล้ว จึงตั้งใจจะไปศึกษาต่อที่กรุงศรีอยุธยา พอดีทราบว่ามีเรือสำเภาของนายอินชาวเมืองสทิงพระ จะไปค้าขายยังกรุงศรีอยุธยาและมาแวะที่เมืองนครศรีธรรมราชด้วย จึงขอโดยสารเรือสำเภาสำนั้นไปกรุงศรีอยุธยา ซึ่งนายอำเภออินอนุโมทนารับนิมนต์ไปกับสำเภานั้น
เมื่อถึงวันเดินทางเจ้าสามีรามก็อำลาชีต้นผู้เป็นอาจารย์และโยมทั้งหลายไปกับเรือของนายอิน ครั้นเรือสำเภาแล่นเข้าเขตหน้าเมืองชุมพร ได้บังเกิดคลื่นลมแรงทะเลปั่นป่วนเรือไม่สามารถฝ่าคลื่นลมไปได้ ต้องทอดสมออยู่ถึง ๗ วัน ๗ คืน เป็นเหตุให้เสบียงอาหารรวมทั้งน้ำจืดที่มีอยู่ในสำเภาขาดแคลนลง บรรดาลูกเรือต่างก็ตั้งข้อสงสัยกันว่า การเกิดอาเพศขึ้นครั้งนี้คงเป็นเพราะพระเจ้าสามีโดยสารมาในเรือดังนั้นทั้งนายสำเภาและลูกเรือต่างก็ตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรวมขึ้นเกาะ ดังนั้นจึงได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรวมลงเรือมาด ขณะที่เจ้าสามีรามนั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ให้ห้อยเท้าข้างซ้ายซึ่งมีลักษณะทู่ลงในทะเล ก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำบริเวณนั้นขึ้นมาดื่ม ก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักใส่เรือไว้จนเพียงพอ นายสำเภาอินและลูกเรือก็สำนึกในความผิดก้มลงกราบขอขมาเจ้าสามีราม และนิมนต์ขึ้นเรือสำเภาอีก และนับถือเจ้า สามีราม เป็นชีต้นหรืออาจารย์แต่นั้นมา หลังจากนั้นเรือสำเภาก็ได้แล่นเร็วเกินความคาดหมายมุ่งตรงเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาเมืองหลวงประเทศสยาม (ปัจจุบันประเทศไทย)
เมื่อเรือสำเภามาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว นายสำเภาอินก็ได้นิมนต์เจ้าสามีรามไปพำนักอยู่วัดแค สมภารวัดแคได้ให้ความอนุเคราะห์เป็นอย่างดี สำเภาอินได้ปฏิบัติตนเป็นโยมอุปัฏฐาก อีกทั้งได้มอบหมายทาสคนหนึ่งชื่อนายจันไว้คอยปฏิบัติด้วย ต่อมาเจ้าสามีรามได้ไปศึกษาธรรมมะที่วัดลุมพลีนาวาส เมื่อสำเภาอินกลับมาหนหลังได้นิมนต์เจ้าสามีรามไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช และได้ศึกษาธรรมและภาษบาลี ณ สำนักนั้นจนมีความรู้เชี่ยวชาญจึงขอลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชานุวาส ซึ่งอยู่นอกกำแพงเมืองและสงบดี
ประมาณ พ.ศ. ๒๑๔๙ พระเจ้าคามินี กษัตริย์ประเทศลังกาคิดจะแผ่อำนาจมายังประเทศสยาม เพราะครั้งหนึ่งประเทศลังกาเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรสยามตอนใต้ การที่คิดจะแก้มือครั้งนี้ ประเทศลังกาพิจารณากันอย่างแนบเนียน เพราะ
ประเทศไทยเวลานั้นกับรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ
แม้ประเทศไทยจะทำสงครามกับพม่าติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีก็ตามแต่ความอ่อนเพลียหามีแก่ทหารไทยไม่ เพราะการไปรบมีชัยชนะมาทุกครั้ง อีกทั้งได้เพิ่มความชำนาญในการรบให้แก่ทหารไทยเป็นอย่างมาก ถ้าประเทศลังกายกกองทัพมาทำสงครามก็คงไม่มีทางที่จะเอาชนะกองทัพไทยได้
กษัตริย์ประเทศลังกาจึงดำเนินสงครามแบบใหม่กรเยกว่า ธรรมยุทธ เพราะเห็นว่า
ประเทศไทยเพิ่มเสร็จจากสงครามใหม่ ๆ เข้าใจว่าการพระพุทธศาสนาของคนไทยเราต้องด้อยลง ถ้าท้าพนันเมืองกันในการแปลธรรมะประเทศสยามคงหาผู้เชี่ยวชาญมาแปลไม่ได้ และคงเป็นฝ่ายแพ้ ดังนั้นกษัตริย์ประเทศลังกาจึงให้ช่างตีแผ่นทองคำให้เป็นแผ่นเล็ก ๆ แล้วจารึกอักขระจากพระคาถาของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ อักขระแต่คำแยกเป็นแผ่น ๆ ๗ คัมภีร์ จึงแบ่งได้ ๗ แม่ขันทอง เมื่อจัดเรียบร้อยแล้วก็จัดเครื่องบรรณาการอีก ๗ สำเภาใหญ่ให้พราหมณ์ราชทูต ๗ คน ถือพระราชสาส์นเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา พราหมณ์ราชทูตเข้าเฝ้าสมเด็จพระเอกาทศรถและนำพระราชสาส์นเข้ากราบทูลให้ทรงทราบ ตอนนี้สันนิษฐานว่า สมเด็จพระเอกาทศรถคงจะทราบไตร่ตรองว่า
ประเทศสยามเป็นประเทศที่นับถือพุทธศาสนาถ้าไม่รับคำถ้าครั้งนี้ก็จะเป็นที่เสื่อมเกียรติยศของประเทศ
ถ้าพระองค์รับคำท้าพนันเมือง ก็ยังไม่ทราบว่าจะสามารถหานักปราชญ์ที่สามารถได้หรือไม่
พระองค์มีขัตติยนะ เพราะทรงเชื่อแน่ว่าประเทศย่อมไม่สิ้นคนดี จึงทรงยอมรับคำท้าพนันกับกษัตริย์กรุงลังกา
เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถทรงตอบรับคำท้าพนันแล้วจึงให้มีพระบรมราชโองการให้ป่าว
ร้องแก่ภิกษุทั้งหลาย มีหนังสือออกไปยังวัดวาอารามต่าง ๆ ทั้งในพระนครหลวงและต่างเมืองเพื่อให้จัดหาภิกษุแสดงความจำนงเข้าแปลคัมภีร์เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อถึงเวลาแปลจริง ๆ ก็ยังไม่มีภิกษุองค์ใดทำการแปลได้สำเร็จจนล่วงเวลาไปถึง ๖ วัน ยังเหลือเวลาอีก ๑ วัน ก็จะครบตามสัญญา ซึ่งเป็นวันชี้ชะตากรรมของประเทศสยามว่าจะต้องอยู่ในสภาพเช่นไร
ในภาวะคับขันนี้มีผู้เฒ่าผู้แก่หลายระลึกได้ว่าพระไตรปิฎกฉบับหนังสือขอมก็เคยเผยแพร่
ไปจากเมืองลังกา (พะโคะ) ลัทธิลังกาวงศ์ ก็สืบเนื่องมาจากเมืองลังกา (พะโคะ) พระพุทธสิหิงค์ก็ไปจากเมืองลังกา (พะโคะ) เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ทุกคนระลึกได้ ผู้ชำนาญในการแปลคัมภีร์ครั้งนี้คงเป็นผู้ที่มากจากเมืองลังกา (พะโคะ) แน่นอน
ในราตรีนั้นเอง สมเด็จพระเอกาทศรถพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงสุบินนิมิตว่า มี
พญาช้างเผือกเชือกหนึ่งวิ่งมาจากทางทิศใต้เข้าสู่พระบรมมหาราชวังพระพุทธเจ้าอยู่หัวตกพระทัยเป็นอันมาก ทรงตื่นจากพระบรรทมและดำริว่าคราวนี้ประเทศสยามอาจจะเป็นเมืองขึ้นของประเทศลังกาก็ได้ เพื่อความกระจ่างพระองค์โปรดให้หาโหราธิบดีเข้ามาคำนวณบ้านเมือง พระโหราธิบดีคำนวณฤกษ์ยามแล้ว กราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่าชะตาราศีบ้านเมืองจะรุ่งเรืองขึ้นกว่าเดิมพระเกียรติยศของพระองค์จะลือกระฉ่อนไปทั่วทุกสารทิศทั้งนี้เพราะมีนักปราชญ์มาจากทิศใต้เป็นผู้ช่วยเหลือในการแปลธรรมครั้งนี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ได้สดับดังนี้ก็โสมนัสเป็นอย่างยิ่ง
ฝ่ายขุนศรีธนญชัย ข้าราชการผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้ประกาศและสืบหาภิกษุที่เป็นนักปราชญ์ ทั้งที่
เป็นชาวกรุงและชาวต่างเมืองได้ไปพบกับเจ้าสามีรามที่วัดราชานุวาส ได้สนทนาปราศรัยแล้วเห็นว่าเจ้าสามีรามมีลักษณะทุกอย่างเป็นนักปราชญ์ ก็นิมนต์เข้าสู่พระราชฐาน ณ ห้องพระโรงก่อนเข้าท้องพระโรงสัตบุรุษได้ตักน้ำมาล้างเท้าให้เจ้าสามีราม เจ้าสามีรามจึงย่างเท้าขึ้นไปเหยียบบนแผ่นศิลา ทำให้แผ่นศิลานั้นแยกออกด้วยอำนาจอภินิหาร เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก เมื่อเข้าไปยังท้องพระโรงได้คลานไปกราบภิกษุสงฆ์ที่เป็นอาจารย์และผู้อาวุโส พราหมณ์ทูตทั้ง ๗ เห็นดังนั้น ก็กล่าวขึ้นท่ามกลางที่ประชุมว่ากษัตริย์สยามพาเด็กเข้ามาแก้ปริศนา ซึ่งเจ้าสามีรามได้ให้กรมการจดบันทึกคำพูดนั้นไว้ พร้อมกับถามพราหมณ์ราชทูตว่า กุมารที่ออกจากครรภ์มารดากี่วันจึงจะนั่ง กี่วันจึงจะคลานท่านทราบหรือไม่พราหมณ์ทั้ง ๗ ก็กล่าวแก้ไม่ได้ หลังจากนั้นเจ้าสามีรามก็ตรงไปยังเตียงทองซึ่งจัดไว้เป็นที่รองรับอักขระธรรมนั้น เจ้าสามีรามทำวัตรปฏิบัติแก่พระอภิธรรม แล้วเอาอักขระแต่ละขันออกเรืองขันออกมาเรียงขันละแถว จึงทราบว่ายังขาดอักขระอยู่ขันละ ๑ ตัว อักขระที่ขาดนั้นคือ สัง วิ ทา ปุ กะ ยะ ปะ พราหมณ์ทั้ง ๗ จึงเอาอักขระที่ซ่อนไว้ในมวยผมทั้งหมดส่งมอบให้แก่เจ้าสามีราม เจ้าสามีรามจึงแปลคัมภีร์ได้ถูกต้องทุกประการ พราหมณ์ราชทูตทั้ง ๗ จึงแพ้ก้มลงกราบเจ้าสมรรามด้วยความเคารพเลื่อมใสยิ่ง
ฝ่ายทางคณะกรรมการของธรรมสภา เมื่อเห็นชัยชนะเช่นนั้นก็โห่ร้องและแสดงความยินดี ดังกึกก้องไปทั่วท้องพระลานหลวง และได้มีการตีกลองสัญญาณประโคมสังคีตดนตรีกันอย่างครื่นเครง พราหมณ์ราชทูตทั้ง ๗ ได้นำเครื่องราชบรรณาการเหล่านั้นมาถวายแก่เจ้าสามีราม สมเด็จพรเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งสมณศักดิ์ว่า สมเด็จพระราชมุนีสมีรามคุณูปรมาจารย์ สมเด็จเจ้าไม่ยอมรับเครื่องบรรณาการ และได้ถวายคืนแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง ถวายแก่สมเด็จเจ้าพร้อมกับเมืองอีกกึ่งหนึ่งสมเด็จเจ้าพำนักอยู่ที่กุฏิหลังนั้น ๓ วันก็ถวายกุฏิและเมืองคืนแก่สมเด็จพระจ้าอยู่หัว และสมเด็จเจ้าไปพำนักอยูที่วัดราชานุวาส ซึ่งเป็นสถานที่สงบต่อไปดังเดิม
สมเด็จเจ้าได้พำนักอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาเป็นเวลาหลายปีทั้งนี้เพราะเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่พุทธศาสนา มีระยะหนึ่งได้เกิดไข้ห่าระบาดอย่างร้ายแรงประชาชนล้มตายเป็นอันมาก พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงวิตกเป็นอันมาก จึงดำรัสสั่งให้ขุนศรีธนญชัยไปนิมนต์สมเด็จเจ้าเข้ามาในประบรมหาราชวัง เพื่อให้การช่วยเหลือแก้ไขความเจ็บป่วยของประชาชน สมเด็จเจ้าจึงทำพิธีปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ โดยระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย เพ่งเอาพระบารมีที่สมเด็จสร้างสมมาช้านานเป็นที่ตั้ง พร้อมทั้งเอาดวงแก้ววิเศษเป็นแรงอธิษฐานด้วย เมื่อทำน้ำมนต์เสร็จแล้ว จึงให้กรมการนำไปประพรมแก่ประชาชนจนทั่วกรุงศรีอยุธยาไม่ช้าไข้ห่าก็เบาบางและหายไปในที่สุด พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงโสมนัสเป็นยิ่งนัก วันหนึ่งทรงมีพระราชดำรัชว่าถ้าสมเด็จประสงค์สิ่งใดหรือจะบูรณะวัดวาอารามใด ๆ พระองค์จะทรงอุปถัมภ์ทุกประการ
ต่อมาไม่นานสมเด็จเจ้า ได้ทูลลาสมเด็จพระสังฆราชาธิบดีเพื่อรุกขมูลธุดงค์กลับไปยังภาคใต้ ซึ่งเป็นปิตุภูมิมาตุภูมิ สมเด็จพระสังฆราชาธิบดีก็อนุญาต ครั้นไปอำลาสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงอาลัยแต่ไม่กล้าทัดทานเพียงแต่ตรัสว่า สมเด็จเจ้าอย่าละทิ้งโยม พระพุทธเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาส่งสมเด็จเจ้าจนสิ้นเขตพระนครกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จได้จาริกรุกขมูลลงไปทางภาคใต้ บางแห่งต้องข้ามน้ำลำคลอง บางแห่งต้องเดินป่า มีเรื่องเล่าว่าขณะเดินทางมาได้ ๓ เดือน จะข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งไม่มีเรือแพจะข้าม สมเด็จเจ้าจึงปาฏิหาริย์มาบนพื้นน้ำ บรรดาสัตว์น้ำต่างก็กราบไหว้วันทาทั่วกัน ครั้นเดินป่าสมเด็จเจ้าก็ฉันผลไม้ในป่า ครั้งถึงบ้านคนสมเด็จเจ้าก็เข้าไปบิณฑบาตและเที่ยวเทศนาสั่งสอนผู้คน ที่ไหนมีผู้เจ็บไข้ได้ป่วยสมเด็จเจ้าก็ทำน้ำมนต์รักษาให้ และเสกด้วยมงคลข้อมือให้เด็ก ๆ ด้วยในการเดินทางกลับนั้น เมื่อสมเด็จเจ้าได้ผ่านบ้านใดเมืองใดที่ได้เคยมีผู้มีบุญคุณแก่สมเด็จเจ้าฯ สมเด็จเจ้าก็แวะเยี่ยมเยียนทุกแห่งด้วยความกตัญญู เดินทางผ่านมาช้านานจนเข้าเขตเมืองพัทลุงซึ่งเวลานั้นเมืองพัทลุงได้ย้ายตัวเมืองมาอยู่ที่สทิงพระแล้วสมเด็จเจ้าได้แวะเข้าไปนมัสการสมเด็จพระชินเสน ผู้เป็นอาจารย์ซึ่งอยู่ที่วัดสีหยัง เมื่อพักอยู่หลายเพลาควรแก่การแล้วจึงอำลาเดินทางมายังวัดกุฎีหลวง (วัดดีหลวง) ซึ่งเป็นปิตุภูมิมาตุภูมิ ได้นมัสการท่านอาจารย์จวงเจ้าอันเป็นปฐมครู ในกาลครั้งนั้นบรรดาชาวบ้านที่เป็นญาติสนิทมิตรสหาย ต่างก็มีปีติยินดีเป็นล้นพ้น เพราะสมเด็จเจ้าเป็นเสมือนประทีปดวงเด่นมาตั้งแต่เยาว์ ยิ่งมีบุญบารมีถึงขั้นสมเด็จเจ้าด้วยแล้วทุกคนต่างมีความยินดี เมื่อทราบข่าวก็มักชวนกันมาเฝ้าชมบารมีกันเนืองแน่นเรื่อยมา จนกระทั่วได้มีการจัดงานสมโภชสมเด็จเจ้าขึ้น และปฏิบัติเรื่อยมาจนทุกวันนี้
วัดกุฎีหลวง ซึ่งสมเด็จเจ้ามาพำนักอาศัยอยู่กับท่านอาจารย์จวงเจ้านั้น อยู่ไม่ห่างจากวัดพะโคะมากนัก วัดพะโคะตั้งอยู่กลางเมืองพัทลุงเดิม คือใกล้เขาพิพัทธสิงห์ ซึ่งบัดนี้เราเรียกกันว่า สวนนาย ปูชนียสถานโบราณวัตถุหลายสิ่งหลายอย่างได้ถูกข้าศึกซงฒะตะนะโจรกรรมปล้นทำลาย วัดพะโคะเวลานั้นมีสภาพทรุดโทรมเหมือนกับวัดร้าง ด้วยเหตุนี้เองสมเด็จเจ้าจึงปรึกษากับท่านอาจารย์จวงเจ้าคิดจะบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่
เกี่ยวกับการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพะโคะนี้พระอาจารย์จวงเจ้าก็เป็นกำลังสำคัญองค์หนึ่งของสมเด็จเจ้าท่านอาจารย์จวงเจ้านั้นต่อมาตอนหลังได้รับสมณศักดิ์ว่า พระครูเทพราชเมาฬีศรีปรมจารย์ เมื่อสมเด็จเจ้าปรึกษาตกลงกับท่านอาจารย์จวงเจ้าแล้ว สมเด็จเจ้าจึงจาริกเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาเพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชาธิบดี พระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบเป็นการล่วงหน้า แล้วก็เสด็จมาถวายความเคารพและทรงนิมนต์สมเด็จเจ้าเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง หลังจากทรงถามข่าวสารทุกข์กันแล้ว สมเด็จเจ้าอยู่หัวก็ทรงโสมนัสยินดีและอนุโมทนาเป็นที่ยิ่งจึงโปรดให้พระคลังจัดการเบิกสิ่งของต่าง ๆ และเงินตราตลอดจนหานายช่างผู้ชำนาญรวมเบ็ดเสร็จจำนวน ๕๐๐ คน พร้อมทั้งเสบียงอาหารและสำเภาด้วย พอได้ฤกษ์ เรือสำเภาก็แล่นใบออกจากกรุงศรีอยุธยา ลุ ๑๕ วัน ถึงนครศรีธรรมราช ต่อจากนั้นอีก ๓ วัน ก็ถึงบ้านชุมพลบรรดาชาวบ้านก็แตกตื่นชวนกันมารับสมเด็จเจ้าที่ริมทะเล เมื่อประชาชนช่วยกันขนอุปกรณ์การก่อสร้างเรียบร้อยแล้วก็ลงมือก่อสร้างโดยแบ่งงานกันเป็นพวก ๆ ที่บูรณะพระมาลิกเจดีย์ก็มี ที่สร้างพระอุโบสถก็มีที่สร้างพระธรรมศาลาก็มี ที่บูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารก็มี พระพุทธไสยาสน์ก็มี ใช้เวลาก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์มาแต่ พ.ศ. ๒๑๕๑ ถึง พ.ศ. ๒๑๕๔ รวมเป็นเวลา ๓ ปี ก็สำเร็จเรียบร้อยยอดพระมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ หล่อด้วยเบญจโลหะยาว ๓ วา ๓ คืบ เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเรียกกันว่า ๑สุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ
สมเด็จเจ้าจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะหลายพรรษา วันหนึ่งสมเด็จเจ้าถือไม้เท้าคดเดินเล่นที่ริมทะเล โจรสลัดจีนแล่นเรือเลียบฝั่งมาพอดี พวกโจรสลัดเห็นสมเด็จเจ้าเดินอยู่มีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลาย จึงใครจะลองดีได้จอดเรือเข้าฝั่งและอุ้มเอาสมเด็จเจ้าลงไปในเรือ แล้วแล่นเรือใบไป สักครู่ก็เกิดเหตุอัศจรรย์แล่นไปไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ลมพัดเป็นปกติดี โจรสลัดจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เรือสลัดได้แล่นวนเวียนไปมาอยู่หลายวัน ในที่สุดน้ำจืดที่มีอยู่ในเรือก็หมดลงโจรสลัดมีความเดือดร้อนเป็นที่สุดสมเด็จเจ้านึกสงสารขึ้นมาจึงเดินไปที่กาบเรือ ให้เรือตะแคงลงใกล้พื้นน้ำ สมเด็จเจ้าจึงเอาเท้าข้างซ้ายแช่ลงไปในน้ำ น้ำก็เป็นประกายโชติช่วงสมเด็จเจ้าก็วักน้ำด้วยฝ่ามือขึ้นมาลูบหน้า และฉันน้ำให้พวกโจรสลัดเห็น โจรสลัดก็ลองดื่มบ้าง ก็รู้ว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักเอาไว้ในเรือ โจรสลัดเกิดความเลื่อมใสขึ้น นั่งกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำเรือเข้าฝั่ง เมื่อสมเด็จเจ้าขึ้นฝั่งแล้วเดินทางมาถึงที่แห่งหนึ่งก็เอาไม้เท้าคดพิงไว้ที่ต้นยางซึ่งขึ้นเคียงคู่กัน ๒ ต้น ต่อมาต้นยางทั้งสองต้นก็คด ๆ งอ ๆ เรียกกันว่า ยางไม้เท้า
มีเรื่องเล่าต่อมาว่า มีสามเณรรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกคนจนบิดาชื่อนำ มารดาชื่อดำ พี่ชายบุญปลอด สามเณรเองชื่อบุญรอด ต่อมาบิดาได้ถึงแก่กรรมมารดาเป็นคนตาบอดนายบุญรอดหาเลี้ยงมารดา ส่วนนายบุญปลอดนั้นไปอยู่วัดจนได้บวชเป็นสามเณรอยู่กันสมภารยอด ได้ศึกษาหนังสือขอม และหนังไทยจาชำนาญ ภายหลังได้อุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดกลาง พระภิกษุบุญปลอดมีความชำนาญในการเทศน์เสียงไพเราะถูกใจผู้ฟัง จึงเป็นที่เลื่องลือไปตามหัวเมืองใกล้เคียง ครั้งหนึ่งมีผู้นิมนต์มาเทศน์ที่เมืองหาดใหญ่ ข่าวได้รู้ไปถึงมารดาและนายบุญรอดผู้น้อง ซึ่งเวลานั้นนาย บุญรอดอายุ ๑๗ ปี นายบุญรอดจึงขออนุญาตลามารดาไปฟังเทศน์จากหลวงพี่ มารดาก็อนุญาตการไปฟังเทศน์ต้องข้ามคลองไปอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อบุญรอดเห็นว่าไม่มีเรือแพข้าม ก็นั่งลงพนมมือระลึกถึงคุณบิดามารดา และคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งแล้ว นายบุญรอดก็ลงจากตลิ่งเดินข้ามน้ำไปอย่างปาฏิหาริย์ ครั้งไปถึงแล้วก็นั่งฟังเทศน์จากหลวงพี่แล้วได้ปรารภกับหลวงพี่และเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังและแสดงความจำนงขอบวช แต่ขอให้หลวงพี่ลาสิกขาบทออกไปเลี้ยงมารดาแทนตน พระบุญปลอดจึงอนุญาตและลาสิกขาบทออกมาเลี้ยงมารดาแทน สามเณรบุญรอดเมื่อบวชแล้วจึงตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมะ เจริญสมถวิปัสสนาด้วยพวกเพียรปรากฏว่าได้บรรลุถึงสมาบัติขั้นโลกียะสามเณรบุญรอดรู้ว่าพระโพธิสัตว์ได้บังเกิดขึ้นในโลก จึงมีความตั้งใจสืบหาพระโพธิสัตว์ เรื่องนี้จึงร้อนไปถึงพระอินทร์ พระอินทร์ได้เนรมิตลงมาเป็นคนแก่ และนำดอกไม้ชนิดหนึ่งมามอบให้แก่สามเณร และบอกสามเณรว่าภิกษุใดบอกชื่อดอกไม่รูปนี้ได้ ภิกษุนั้นคือพระโพธิสัตว์
สามเณรนำดอกไม้และจาริกมาเรื่อย ๆ จนกระทั้งวันหนึ่งเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ สามเณรก็ไปถึงวัดพะโคะสามเณรก็เข้ากราบไหว้สมเด็จเจ้า สมเด็จเจ้าได้ถามสมาเณรว่า สามเณรได้ดอกมณฑาสวรรค์มาจากไหน สามเณรก็เกิดปีติยินดีเป็นที่ยิ่ง และก้มลงกราบอีกด้วยความเลื่อมใส และเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ทราบ สมเด็จเจ้าจึงให้สามเณรคอยอยู่ในกุฏิ เมื่อสมเด็จเจ้าสังฆกิจเรียบร้อยแล้ว สมเด็จเจ้าได้ชวนสามเณรเข้าห้อง และทำการเข้าฌานและหายไปในคืนวันนั้นซึ่งเป็นวันจันทร์วันเพ็ญเดือน ๖
หลังจากที่สมเด็จเจ้าหายไปจากวัดพะโคะแล้วก็ได้จาริกไปในที่หลายแห่ง ห้องที่ใดเมืองใด ที่สมเด็จเจ้าเห็นว่าประชาชนมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาสมเด็จเจ้าก็ไปเผยแพร่ธรรมะที่นั่น บางแห่งก็ป่านไปบางแห่งก็พำนักอยู่หลายปีหลายเดือน สมเด็จเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์อุบัติมาในโลก เพื่อเสริมสร้างบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้น คนรุ่นหลัง ๆ เรียกว่า สมเด็จเจ้าพะโคะบ้าง หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดบ้าง สมเด็จเจ้าสามีรามบ้าง สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์บ้าง และบางแห่งเรียกว่า ท่านลังกา ก็มี